วิธีเอาตัวรอด ในวงล้อมคนงี่เง่า

 14 ก.ย. 2564 14:21 น.    เข้าชม 250    Managing Yourself
วิธีเอาตัวรอด ในวงล้อมคนงี่เง่า

ใครกันแน่ ที่เป็นคนงี่เง่า คุณ หรือ คนรอบข้าง

ผมเพิ่งอ่านหนังสือที่มีชื่อว่า “Surrounded by Idiots” หรือ “วิธีเอาตัวรอดในวงล้อมคนงี่เง่า”

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย โธมัส เอริคสัน และเป็นหนังสือในระดับ International Best seller ที่ขายไปกว่า 1 ล้านเล่ม เฉพาะในประเทศสวีเดน และ 2.5 ล้านเล่มทั่วโลก

แวบแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้ มันกระแทกกระทั้นกับต่อมความรู้สึกของผมอย่างแรง  ด้วยประโยคที่เขียนไว้บนหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ ประโยคนี้ ก็คือ

"คนเฮงซวยนานๆ อาจจะเจอที “คนงี่เง่า” นี่สิ เจอได้ทุกที่ ทุกเวลา รู้เขา เข้าใจ และรับมือให้ได้ ชีวิต และภารกิจใดๆ จะลื่นไหลไม่สะดุด"

โอ้ พระเจ้าจอร์จ แค่ประโยคนี้ ก็ทำให้หนอนหนังสืออย่างผม รีบเปิดหนังสือเล่มนี้ เพื่อไปขยี้เนื้อหาภายใน อย่างไม่รอช้าเลยทีเดียว

 

สาระสำคัญ อันแรกเลย ที่ผมได้ จากหนังสือเล่มนี้ ก็คือ คนทุกคนในโลกนี้ ล้วนเป็นคนงี่เง่า

ใช่เลยครับ คนทุกคนในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคน “งี่เง่า” ทั้งสิ้น และ คนเหล่านั้น หมายถึงตัวผม ตัว ท่านด้วย

จริงๆ แล้ว ความหมายของคำว่า “คนงี่เง่า” ในหนังสือเล่มนี้ ก็คือ คนที่คิดไม่เหมือนเรา นั่นเอง

พอเวลา เราเจอคนที่คิดไม่เหมือนเรา เรามักจะมองว่าคนเหล่านั้นเป็น “คนงี่เง่า”

และในทำนองเดียวกัน คนเหล่านั้น ก็มองว่า เรา เป็น “คนงี่เง่า” เช่นเดียวกัน หากเราคิดไม่เหมือนกับที่เขาคิด

 

นี่แหละคือสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ นั่นคือ คนทุกคนมีลักษณะเฉพาะของแต่ละคน หากเราเข้าใจลักษณะเฉพาะของเขา (รวมไปถึงเข้าใจตัวเราเองด้วย) เราก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างลื่นไหล ทำอะไรก็ไม่สะดุด นั่นเอง

มาเริ่มกับการทำความเข้าใจกับมนุษย์ 4 ประเภท

จากประสบการณ์ของผู้เขียน หรือ มิสเตอร์โธมัส ได้สรุปไว้ว่า คนเรามี 4 กลุ่ม ได้แก่ หนึ่ง คนในกลุ่มสีแดง, สอง คนในกลุ่มสีเหลือง, สาม คนในกลุ่มสีเขียว และ สี คนในกลุ่มสีน้ำเงิน

 

คนในกลุ่มสีแดง คือ คนที่ชอบเป็นผู้นำ,​ มีการตอบสนองไว, ทุ่มสุดแรงกับการควบคุม, ไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ คือเน้นงานเป็นหลัก, อยู่กับปัจจุบันเป็นหลัก, ทำทันที และไม่ค่อยจะชอบการมีส่วนร่วม

คนในกลุ่มสีน้ำเงิน คือ คนที่ชอบคิด ชอบวิเคราะห์ คนในกลุ่มนี้จะตอบสนองอะไรช้า เพราะเป็นคนคิดเยอะ, จะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการ,​ เน้นงานเป็นหลัก ไม่ค่อยสนเรื่องความสัมพันธ์กับผู้คน, สนใจในอดีต หรือ ข้อมูลสถิติต่างๆ,​ ค่อนข้างระมัดระวัง รอบคอบในการทำอะไรสักอย่าง และไม่ค่อยชอบการมีส่วนร่วม

คนในกลุ่มเหลือง คือ คนที่เก่ง ในเรื่องการโน้มน้าว, เป็นพวกตอบสนองไวเหมือนสีแดง, แต่จะทุ่มสุดตัวกับการมีส่วนร่วม คือแบบว่า ให้ความสัมพันธ์กับผู้คน, ไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากจำเจ, มีจินตนาการล้ำลึก จนบางทีดูเหมือนฟุ้งซ่าน, มองไปในอนาคต,​ ชอบทำอะไรตามความรู้สึก,​ และไม่ชอบอยู่คนเดียว คือเป็นมนุษย์ที่ชอบเข้าสังคม อะไรประมาณนั้น

คนในกลุ่มสีเขียว คือ คนที่ชอบอะไรๆ ที่มั่นคง,​ เวลาตอบสนองอะไรจะค่อนข้างมีสติ,​ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับผู้คน หรือ เป็นคนที่แคร์ชาวบ้านค่อนข้างมาก, ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง หรือ ชอบอยู่ใน Comfort Zone, ชอบการมีส่วนร่วม และ มักจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

 

คนส่วนใหญ่ หรือ ประมาณร้อยละ 80 จะมีสองสีอยู่ตัว มีเพียงคนส่วนน้อย หรือ ประมาณ ร้อยละ 5 เท่านั้น ที่มีสีใดสีหนึ่ง โดดเด่นเพียงสีเดียว อีกร้อยละ 15 จะมีทั้งสามสีผสมกันไป

 

แต่ไม่มีสีไหนสมบูรณ์แบบ

คนแต่สี ต่างมีจุดแข็ง จุดอ่อน ทั้งสิ้น ไม่มีสีไหนดีที่สุด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ดังนั้นความเข้าใจในความแตกต่างจะทำให้ทุกสถานการณ์ลื่นไหล ด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนแต่ละสี

 

การเรียนรู้ลักษณะของคนสีอื่น จะทำให้อยู่ร่วมกันคนสีนั้นได้ดีขึ้น

เมื่อรู้แล้วว่า ทุกคนมีความแตกต่าง คือ มีส่วนผสมของสีที่แตกต่างกัน ดังนั้นจะเป็นการดีเลิศประเสริฐศรีเป็นอย่างยิ่ง หากเราเรียนรู้ลักษณะของคนแต่ละสี และปรับ Mindset ของเราให้สามารถอยู่ร่วมกับคนสีอื่นๆ ได้

 

สีที่แตกต่างทำให้การแสดงออกทางภาษา ทั้งภาษาพูด และภาษากายจะแตกต่างกัน

คนแต่ละสีจะมีการแสดงออกทางภาษาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง,​ การใช้สายตา,​ การใช้เสียง,​ ศีรษะ และใบหน้า, มือ,​ ความเป็นส่วนตัว

 

เราควรฝึกการอ่านคนว่าเป็นคนสีอะไร ด้วยการเข้าร่วมงานทางสังคม เช่น งานเลี้ยง

โธมัส ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ แนะนำว่า ลำพังแค่เข้าใจหลักการคงไม่เพียงพอ ถ้าหากต้องการเชี่ยวชาญในการอ่านสีของคน ให้หมั่นเข้าร่วมงานสังคม เช่น งานเลี้ยง เป็นต้น จะมีโอกาสในการฝึกวิเคราะห์สีของคน และจะทำให้เราเชี่ยวชาญในการอ่านคน

 

ความเชี่ยวชาญในการอ่าน นำมาซึ่งความเชี่ยวชาญในการปรับตัว

“เข้าเมืองตาลิ่ว ต้องลิ่วตาตาม” นี่คือ สุภาษิตไทย ที่สามารถสะท้อนสิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอก นั่นคือ “การปรับตัว” เมื่อท่านเชี่ยวชาญในการอ่านคน ท่านจะสามารถปรับตัวเข้ากับเขา และทำตัวในแบบที่เขาคุ้นเคย ในเรื่องการปรับตัวนี้ ตามหลักการ NLP หรือ Neuro Linguistic Programming จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “Rapport” หรือ “สร้างสะพานสานสัมพันธ์” กับคนสีอื่น นั่นเอง

 

เมื่อเชื่อมสัมพันธ์ หรือ ปรับตัวแล้ว การสื่อสารกับคนสีอื่นจะง่ายขึ้น

ในการสื่อสาร หรือ พูดคุยกับคนสีอื่นนั้น จะมีทั้งเรื่องดีๆ และเรื่องที่อาจจะเป็นข่าวร้าย การที่ท่านเข้าใจลักษณะของคนสีอื่นๆ ก็จะทำให้ท่านสื่อสารกับเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

 

องค์กร หรือ ธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จ จะต้องมีส่วนผสมที่ท้าทายของคนแต่ละสีที่ลงตัว

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ว่า ไม่มีสีไหนสมบูรณ์แบบ ทุกสีมีจุดแข็ง จุดอ่อน ในตัว ความเข้าใจในความแตกต่าง และสร้างส่วนผสมที่ลงตัว จะทำให้เกิดเป็นทีมงานที่ทรงพลัง ที่จะนำพาองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรรูปแบบใด ธุรกิจ หรือ ไม่ใช่ธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้อย่างเหนือชั้น ด้วยพลังแห่งผู้คน

 

ที่ผมสรุปไปข้างต้น ถือว่าเป็นสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ อย่างไรก็ตาม มีส่วนขยายอีกหลายบท ที่แตกย่อยรายละเอียดจากสาระหลักๆ ที่ผมเล่าให้ทุกท่านฟังไปแล้วข้างต้น หากท่านต้องการรู้ในรายละเอียดก็ไปหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันนะครับ


Comment