“ตัวคุณ คือ ศัตรู”  EGO is the Enemy เมื่อศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดซ่อนอยู่ในตัวคุณ

 27 ส.ค. 2564 15:00 น.    เข้าชม 365    Managing Yourself
“ตัวคุณ คือ ศัตรู”  EGO is the Enemy เมื่อศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดซ่อนอยู่ในตัวคุณ

แค่ปก ก็โคตรโดนใจ ผมแล้ว  

“ตัวคุณ คือ ศัตรู”  EGO is the Enemy เมื่อศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดซ่อนอยู่ในตัวคุณ

โดนใจยังไง มาฟังกันครับเพื่อนๆ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ มีชื่อว่า Rain Holiday

โอ้แม้เจ้า แค่ชื่อ ก็จ้าบๆๆๆๆ แล้ว คือ แปลเป็นไทยว่า สายฝน ในวันหยุด ก็ฮ่าๆ ขำๆ กันเล็กน้อยครับ

Rain เกริ่นนำให้หนังสือ “ตัวคุณ คือ ศัตรู” ว่า เขาเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จแบบสุดๆ ตั้งแต่อายุ 25 ปี เขาเขียนหนังสือที่พูดถึงการไปสู่ความสำเร็จของเขา และกลายเป็นหนังสือขายดี แต่สิ่งที่เขาไม่ยอมเขียนลงในหนังสือก่อนหน้านี้ของเขา ก็คือ ความผิดพลาด ความล้มเหลวมากมายในชีวิตของเขา

ข้อสรุปของ Rain ก็คือ การยึดถือ “อีโก้” หรือ “ตัวตน” ของตนเอง มันอาจจะเป็นได้ทั้ง “พันธมิตร” ที่จะพาคนๆ หนึ่งไปสู่ความสำเร็จในชีวิต และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นได้ทั้ง “ศัตรู” ที่จะฉุดให้คนๆ หนึ่ง ดิ่งเหวสู่ความล้มเหลว

Rain อินกับสิ่งนี้ จนถึงขั้น สักคำว่า “อีโก้คือศัตรู” ไว้บนแขนขวา และ คำว่า “อุปสรรคคือหนทาง” ไว้บนแขนซ้าย

คำสองคำนี้ เตือนสติเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้หลงตนมากเกินไป และ ให้ตนเองเรียนรู้จากปัญหา และอุปสรรค

Rain ออกแบบหนังสือนี้ ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก คือ การตั้งปณิธาน ส่วนที่สอง คือ ความสำเร็จ และปิดท้ายด้วยส่วนที่สาม คือ ความล้มเหลว

 

มาเริ่มต้นที่ส่วนที่หนี่ง ก่อน นั่นคือ การตั้งปณิธาน

หนึ่ง จงตั้งเป้าหมายอย่าง “ถ่อมตัว”

Rain บอกว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ต้องเริ่มต้นที่เป้าหมาย

แต่การตั้งเป้าหมาย ต้องตั้งแบบ “ถ่อมตัว”

คนส่วนใหญ่มักจะถูกอิทธิพลของ “อีโก้” มาบ่งการในการตั้งเป้าหมายชีวิต จึงทำให้เป้าหมายที่ตั้งมักเว่อร์เกิน พอทำไปได้สักพัก ก็จะค่อยๆ หงอย และเลิกล้มไป

สอง จงพูดในเวลาที่ควรพูด การเงียบไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอ

คนส่วนใหญ่ คิดว่า หากไม่พูด จะถูกมองว่าเสียเปรียบ หรือ อ่อนแอ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสพูด จึง พูด พูด พูด ไม่หยุด

แต่ Rain กล่าวว่า “ความเงียบไม่ใช่ความอ่อนแอ” และ ควรจะพูดในเวลาที่ควรพูด

สาม จงเลือกทางเดินชีวิตที่ใช่ อย่ารักพี่เสียดายน้อง

Rain กล่าวว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต ทุกคนจะต้องเลือกที่จะเป็น หรือ ที่จะทำ การเลือกจะเป็น (การมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี) ก็อาจจะทำให้ต้องสูญเสียบางอย่างในชีวิต แต่เลือกที่จะทำ จะได้ทำในสิ่งนั้น แต่อาจจะไปขัดใจ หรือ ไม่ถูกใจใครบางคน และอาจจะไม่มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

สี่ จงเรียนรู้เสมอ

การเรียนรู้จะทำให้เราฉลาดขึ้น เก่งขึ้น การเรียนรู้จะทำให้เราหัดฟังคนอื่น ยอมรับคนอื่น การยอมเรียนรู้ หมายความว่า คนๆ หนึ่ง ยอมรับว่าตนเองยังโง่อยู่ แต่ถ้าหากคนๆ หนึ่ง คิดว่าตนเองยอดเยี่ยมที่สุด คนๆ นั้น จะหยุดการเรียนรู้ และความโง่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ห้า จงลุ่มหลงอย่างมีเป้าหมาย

คนส่วนใหญ่เวลาจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง มันจะทำแบบเต็มที่ในช่วงแรก แบบไฟลุกโชนเลย แต่พอผ่านไปสักพักไฟจะค่อยมอดลงไป นี่คือการทำอะไรด้วยความลุ่มหลงแบบธรรมดา ที่มนุษย์ทั่วไปทำกัน หากท่านต้องการประสบความสำเร็จ ท่านต้องควบคุมความลุ่มหลงนั้นด้วยเป้าหมายที่เป็นไปได้ และสอดคล้องกับความเป็นจริง การมีเป้าหมายจะช่วยรักษาไฟแห่งความลุ่มหลงให้ลุกโชนในระดับที่พอดี และต่อเนื่อง

หก จงเรียนรู้จากผู้อื่นๆ หากต้องการสำเร็จอย่างรวดเร็ว

ความก้าวหน้าของคนเรามีสองทาง คือ หนึ่ง สร้างความก้าวหน้าด้วยตนเอง  และ สองความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้จากผู้อื่นๆ ทางแรก จะมีความภูมิใจในตนเองสูง แต่ใช้เวลานาน ส่วนทางที่สอง ใช้เวลาไม่นาน แต่ต้องลดอีโก้ตนเองลง เพื่อเรียนรู้จากผู้อื่น

เจ็ด จงควบคุมตนเอง

หากเรา ยึดถือ อีโก้ หรือ ตัวตนของเรา มากเกินไป เรามักจะทนอะไรๆ ที่ไม่ตรงกับใจเราได้ เช่น การถูกตำหนิจากผู้อื่นๆ ดังนั้นต้องควบคุมตนเอง ควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้

แปด จงอย่าจมอยู่ในโลกแห่งความฝันในหัว แต่จงอยู่กับปัจจุบัน

การจินตนาการนั้น แน่นอนเป็นสิ่งที่ดี แต่หากเราอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ หรือ โลกแห่งความฝันมากเกินไป จะทำให้เราหลุดออกจากโลกความเป็นจริง  ดังนั้น จินตนาการได้ แต่ต้องไม่ลืมมองโลกแห่งความเป็นจริงด้วย

เก้า จงทะนงตัว เมื่อถึงเวลาอันควร

คนส่วนใหญ่มักจะมีความทะนงตัว ในเวลาที่ยังไม่ควรทะนงตัว พฤติกรรมแบบนี้ ส่งผลเสียต่อชีวิต มากกว่าส่งผลดี แบบว่าไม่เจ๋งจริง แต่ทำตัวเจ๋ง เพราะมโนไปเองว่าตัวเองเจ๋ง เราจะทำตัวเจ๋งได้ เมื่อเราเจ๋งจริงๆ แล้ว หรือ เมื่อถึงเวลาอันสมควร

สิบ อย่ามัวแต่เก๊กสมาร์ท แต่จงลงมือทำ

ไม่มีอะไรในโลกนี้ สำเร็จได้ ด้วยการนึก หรือ ทำท่าเท่ห์ ว่าจะทำ แต่ ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ ด้วยการลงมือทำ ที่ต้องผ่านอุปสรรค และปัญหา ที่เปรียบได้ดั่งบันไดสู่ความสำเร็จ

สิบเอ็ด จงเป็นนายของอีโก้

สุดท้าย Rain กล่าวว่า ต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากอีโก้ และในขณะเดียวกันก็ให้ดูความเป็นจริงด้วย การสร้างความสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ จะทำให้เราไปสู่ความสำเร็จได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น

 

ส่วนที่สอง ความสำเร็จ

หนึ่ง อย่าหมกหมุ่นในความสำเร็จที่เกิดขึ้น

Rain กล่าวว่า เมื่อเรามาสู่ความสำเร็จ อีโก้ หรือ ตัวตนของเรา จะทำให้เราหมกหมุ่นอยู่กับความสำเร็จนั้น

และ จะทำให้เราหยุดเรียนรู้ หรือ ขาดสติในการรับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลกความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไป และเมื่อใดที่ความรู้สึกนี้ มายึดครองจิตใจ ความล้มเหลวจะค่อยๆ คืบคลานมาเยือน

สอง จงค้นหา Why ของตนเองให้พบ หากต้องการสำเร็จ และมีความสุข

คนส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ แต่ลึกๆ กลับรู้สึกไม่มีความสุข เนื่องจากสิ่งที่ทำไม่ใช่สิ่งที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการมีชีวิตของตน ดังนั้นต้องค้นหา Why ของตนเองให้พบ

สาม อย่ามโนแบบเข้าข้างตนเอง

ในบางครั้งคนเรามักมโน หรือ คิดเอง เออเองว่า ฉันควรจะได้รับสิ่งนี้ สิ่งนั้น หรือ ถ้าจะทำอะไรต้องทำในแบบที่ฉันทำเท่านั้น หรือ ฉันคือคนเดียวที่ฉลาดที่สุด ไว้ใจได้มากที่สุด หากท่านมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นกับตนเอง จงหยุดมันซะ เพราะหากไม่หยุดมัน จะทำให้รอบๆ ตัวท่านมีแต่คนที่หมั่นใส้ท่าน หรือแม้กระทั่งไม่ชอบขี้หน้าท่าน

สี่ บริหารจัดการตนเองได้

ในการบริหารจัดการ ท่านต้องบริหารจัดการคนอื่นๆ ได้ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคนอื่นๆ ได้ เริ่มต้นจากการมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตนเอง

ห้า จงหาจุดสมดุลระหว่างคำว่า “ตัวเอง” กับ “คนอื่น”

คนที่จะเป็นที่จดจำในความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากตัวเขา เป็นคนที่นึกถึง “คนอื่น” มากกว่า นึกถึง “ตัวเอง” แต่ในบางครั้งก็ต้องนึกถึง “ตัวเอง” ก่อน “คนอื่น” สิ่งนี้เป็นเรื่องของศิลปะในการหาจุดสมดุล หากท่านต้องการให้ตนเองเป็นที่จดจำของผู้คน

หก มองหาสิ่งดีๆ จากจักรวาลที่ยิ่งใหญ่

บางครั้งการที่เราหมกหมุ่นแต่อะไรๆ ที่เป็นของตนเอง จะทำให้เราขาดสุนทรียภาพในชีวิต ดังนั้นจึงมองออกไปนอกโลกของตนเองบ้าง จะทำให้เราเห็นสิ่งสวยงาม สิ่งดี หรือ โอกาสในชีวิต มากกว่าที่จะหมกหมุ่นกับโลกภายในของตนเองอย่างเดียว

เจ็ด จงเดินในทางสายกลาง เพื่อความสมดุลระหว่างความสุข กับ ความสำเร็จ

คนบางคนประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่ในบั้นปลายกับต้องอยู่อย่างทนทุกข์ เนื่องจากรับความจริงไม่ได้ว่า ความสำเร็จที่ตนเองได้รับเป็นของไม่เที่ยง ดังนั้นเมื่อถึงจุดที่ตกต่ำ ชีวิตจึงมีแต่ความทุกข์ ดังนั้นจงยึดเส้นทางสายกลาง จะไม่ทำให้เราต้องดีใจเกินไป เมื่อประสบความสำเร็จ และไม่เสียใจเกินไปหากถึงจุดตกต่ำ

ส่วนที่สาม ความล้มเหลว

หนึ่ง จงเรียนรู้ที่อยู่กับความล้มเหลว

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะตีฆ้องร้องป่าว เมื่อประสบความสำเร็จ แต่เมื่อใดที่เจอกับความล้มเหลว หรือ ความทุกข์มักจะเก็บมันไว้ข้างใน ไม่เปิดเผยมันออกมา เข้าทำนอง “หน้าชื่นอกตม” หากเราไม่เรียนรู้ที่จะจัดการกับความล้มเหลว อีโก้ของเราจะจัดการเรา เพราะอีโก้ของเราจะพยายามทำให้เราไม่ยอมรับว่าเรา “ล้มเหลว”

สอง จงพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แล้วปล่อยให้ผลลัพธ์เป็นตัวตัดสิน

แน่นอนเวลาคนๆ หนึ่งทำให้อะไรให้ดีที่สุด ก็หวังว่าสิ่งนั้นจะได้รับการชื่นชม และ ได้รับการตอบแทนเป็นอย่างดีในสิ่งที่ทำ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมา อาจะเป็นคำด่า หรือ ไม่ได้รับการตอบแทนอะไรเลยก็เป็นได้ ดังนั้น หากเราทำอะไรแล้ว ก็ขอให้ตั้งใจทำให้ดีที่สุดก็เพียงพอ แล้ว และอย่าไปสนใจว่าจะได้รับอะไรกลับมา ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน

สาม ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา

บางครั้งวิธีการที่ทำให้เราเรียนรู้ชีวิตได้ดีที่สุด ก็คือ การทำผิดพลาดเสียก่อน

เข้าทำนอง “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” ดังนั้นหากท่านได้เผชิญกับเหตุการณ์ “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” แล้วท่านผ่านพ้นมันมาได้ จงขอบคุณมัน เพราะท่านได้เรียนรู้บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ที่จะทำให้ท่านก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

สี่ หากเห็นท่าไม่ดี ให้ย้อนกลับมาที่จุดตั้งต้น

ด้วยความยึดมั่นถือมั่น หรือ อีโก้ ของคนเรา จะทำให้เราดื้อรั้น ดันทุรัง ทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ จนในที่สุดก็พาตนเองไปสู่จุดจบที่ไม่สวยงาม ดังนั้น จงมีสติเท่าทันอีโก้ของเรา แล้วกลับหลังหันมาเริ่มต้นใหม่ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ห้า อย่ามัวแต่ชื่นชมความสำเร็จในอดีต จนลืมเรียนรู้ความผิดพลาดที่มาคู่กับความสำเร็จนั้น

มีคนที่ประสบความสำเร็จมากมาย แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นล้มเหลว เนื่องจากมัวแต่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมไปว่า บันไดที่พาตนเองมาสู่ความสำเร็จ ก็คือ ความล้มเหลว และละเลยที่จะเรียนรู้ และทบทวนมัน

หก อย่าโกรธเกรี้ยวความล้มเหลว แต่จงโอบกอดมันด้วยความรัก

หากท่านล้มเหลว แล้วรู้สึกโกรธเกลียดมัน สิ่งที่ได้ก็คือ หน้าตาที่ขมึงถึง อารมณ์ที่ขุ่นมัว และมีแนวโน้มว่าความล้มเหลวนั้น อาจจะแปรเปลี่ยนเป็นความเลวร้าย ในทำนองตรงกันข้าม หากท่านล้มเหลว จงหยุดความโกรธเกรี้ยว แต่ให้โอบกอดความล้มเหลวนั้นด้วยความรัก แล้วเรียนรู้มัน ท่านจะแปรเปลี่ยนความล้มเหลวนั้น ให้เป็นความสำเร็จได้ในที่สุด

เจ็ด จงขับเคลื่อนพาหนะแห่งชีวิต ด้วยสติ อย่าขับเคลื่อนมันด้วยพลังของอีโก้

Rain กล่าวว่า อย่าขับเคลื่อนพาหนะแห่งชีวิต ด้วยอีโก้ เพราะหากขับเคลื่อนด้วยอีโก้ มีแนวโน้มที่มันจะพายานพาหนะของท่านตกเหวเสียก่อน แต่จงขับเคลื่อนด้วยสติ สติจะพายานพาหนะแห่งชีวิตของท่านไปสูจุดสูงสุดของภูเขาได้

 

ชีวิตคนเรา ต้องมีเป้าหมาย ในระหว่างทางไปสู่เป้าหมาย แน่นอนต้องประสบกับสองสิ่งนี้ นั้นคือ ความล้มเหลว และความสำเร็จ บางครั้งสำเร็จแล้ว หากไม่รักษามันให้ดี ก็อาจกลับไปสู่ความล้มเหลวได้ และเชื้อเพลิงที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เราไปสู่ความสำเร็จได้ ควรจะเป็น “สติ” มิใช่เชื้อเพลิงที่มีชื่อว่า “อีโก้”

 

เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะอีโก้ คือ Enemy หรือ ศัตรูของเรานั่นเอง


Comment