ABOUT ME


สวัสดีครับ ผม พันเอก ด๊อกเตอร์ อรรถสิทธิ์ หัสถีธรรม
หรือ เรียกผมสั้นๆ ว่า ด๊อกเตอร์หนุ่ย ครับ

พันเอก ดร.อรรถสิทธิ์ หัสถีธรรม หรือ ดร.หนุ่ย Strategic Man

พันเอก ดร.อรรถสิทธิ์ หัสถีธรรม หรือ ดร.หนุ่ย Strategic Man

โทร 087-299-6524

ประวัติการศึกษา
  • ปริญญาเอก ทางด้านการบริหารโครงการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
  • ปริญญาโท ทางด้านการบริหารโครงการ Stevens Institute of Technology, ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต, โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, นครนายก
ประวัติการทำงาน (2536 - ปัจจุบัน)
  • CEO บริษัท โซเซียล สตราทีจิค จำกัด (พัฒนาระบบ Social Monitoring & Analytic และ Web Application)
  • อดีตผู้อำนวยการสำนักนโยบาย และแผน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ องค์การมหาชน ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • อดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย และแผน สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ องค์การมหาชน ในสังกัดกระทรวงกลาโหม
  • นายทหารฝ่ายเสนาธิการ ประจำกรมกิจการพลเรือนทหารบก
ที่ปรึกษา และวิทยากร
  • ที่ปรึกษาด้านการวางแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์
  • วิทยากรบรรยายในเรื่อง “การบริหารเชิงกลยุทธ์” ให้กับองค์กรชั้นนำ ได้แก่
    • เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF)
    • สามารถคอร์เปเรชั่น
    • และอื่นๆ อีกหลายองค์กร
  • วิทยากรบรรยายในเรื่อง “การบริหารเชิงกลยุทธ์” ในสถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยหอการค้า เป็นต้น
การพัฒนาเครื่องมือในการวางแผนธุรกิจ
  • พัฒนา Online Platform ในการสร้าง Business Model และ Business Plan
  • เจ้าของเว็บไซด์ www.Richhap.com เว็บไซด์ที่นำเสนอเนื้อหา สาระ เกี่ยวกับการสร้างความสำเร็จในการทำธุรกิจ และการสร้างชีวิตที่ประสบความสำเร็จ
งานเขียน / Content Creator
  • นักเขียน Best Seller “จากมนุษย์พันธุ์ติดลบ กลับมาสร้าง 15 ล้านใน 3 ขั้นตอน”
  • งานเขียนอื่นๆ เช่น หนังสือ และบทความต่างๆ อีกมากมาย
  • เจ้าของ PODCAST Channel “Strategic Man PODCAST (https://strategicman.podbean.com/)
  • เจ้าของ Facebook Fanpage “Strategic Man – Strategy Coach” (https://www.facebook.com/strategicman)
Life Coach / NLP Master Coach
  • NLP Master Coach
  • Life Coach

          ผมใช้ชีวิตในโลกใบนี้ มาเกินกว่า 50 ปี แล้ว ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งประสบการณ์ที่เป็นความสำเร็จ และที่สำคัญอย่างยิ่ง ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลว ประสบการณ์ดังกล่าวข้างต้น เป็นประสบการณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอาชีพการงาน, การทำธุรกิจ, การพัฒนาตนเอง, ชีวิตครอบครัว ความสัมพันธ์ของผู้คนรอบข้าง, ความรัก, จิตวิญญาณ และเรื่องสุขภาพ

          Richhap.com เป็นเว็บไซด์ที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าว

          ผมมีความเชื่อว่า ประสบการณ์ที่หลากหลายของผม ที่ถูกนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่อง ในเว็บไซด์ Richhap.com จะช่วยเป็นทางลัดในการเรียนรู้สำหรับทุกท่าน ที่ต้องการเดินทางไปสู่ความสำเร็จในชีวิต และ การก้าวข้ามความล้มเหลว

          แต่ก่อนที่ท่านจะเข้าไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ใน Richhap.com ที่มีทั้งบทความ, Podcast, คลิปวีดีโอ หนังสือ และอื่นๆ ผมขอเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตนเอง (Life Transformation) ที่ไม่มากก็น้อย น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับท่านที่กำลังท้อแท้ หรือ กำลังใจถดถอย ให้กลับมามีพลังในการต่อสู้ชีวิต และเดินหน้าไปสู่ความสุข และ ความสำเร็จ

          ในชีวิตของผมมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ จำนวน แปดครั้ง แต่ละครั้ง เริ่มต้นจากวิกฤตชีวิต เมื่อเกิดวิกฤต สิ่งที่ตามมาคือ โอกาส

* คลิกที่แท็บ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง ในชีวิตผม

          ตอนผมอายุสิบสี่ปี พ่อผมเสียชีวิต ดังนั้นครอบครัวของผม จึงเหลือเพียงแม่ ซึ่งเป็นแม่ค้าขายข้าวแกง มีความรู้แค่ชั้นประถมสอง และน้องสาวผมซึ่งมีอายุเพียงสองขวบอีกหนึ่งคน

          ช่วงที่พ่อเสียชีวิตใหม่ แม่ผมนั่งร้องไห้ทุกวัน...ส่วนตัวผมเองน่ะหรือในใจก็คิดหวั่น ๆ อยู่ไม่ใช่น้อย...

          ถึงแม้แม่จะเสียใจกับการจากไปของพ่อ แต่แม่ผมก็ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แม่ก็ไม่เคยบ่น แต่แม่มีความอดทนสูง...บุคลิกนักสู้ในตัวผม ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่แบบเต็ม ๆ.....

          ผมเห็นแม่ต้องตื่นแต่ตีสี่เพื่อมาเตรียมของที่จะขาย...เห็นแม่แล้วรู้สึกสงสารแม่ ก็เลยเกิดความคิดขึ้นจะช่วยแม่ และถึงแม้ว่าผมจะเป็นเพียงเด็กชายอายุสิบสี่ปี แต่ผมเชื่อว่าผมสามารถที่จะช่วยแม่ได้ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจออกจากโรงเรียน ทั้งที่ยังไม่จบชั้นมัธยม เพื่อออกมาช่วยแม่ทำงานหาเงิน....

          แม่ก็ไม่อยากให้ออก เพราะต้องการให้ลูกมีการศึกษา แต่ผมมันหัวดื้อตั้งแต่เด็ก...จึงนั่งยัน นอนยัน กับแม่ว่าจะออกจากโรงเรียน เพื่อออกมาทำงานช่วยแม่...


          งานแรก หรือ Personal Business Model แรก ของผม ก็คือการเป็นพนักงานเสริฟ์อาหารในภัตตาคารอาหารจีนแห่งหนึ่ง ในย่านถนนสีลมภัตตาคารแห่งนี้ มีชื่อว่า “ภัตตาคารนิวรินคำ” (ปัจจุบันน่าจะปิดกิจการไปแล้ว) Business Model แรกของผม เป็น Business Model แบบ Fixed income คือแบบว่า ได้เงินเดือนทุกเดือน (แต่น้อยโคตร ๆ) อย่างไรก็ตามก็มีรายได้พิเศษ หรือ ทิปจากลูกค้าบางในบางครั้ง...ถึงแม้เงินเดือนจะน้อยนิดแต่ผมก็สามารถให้เงินแม่ผมได้ทุกเดือน ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเดือนละสามพันบาท...

          ความเชื่อที่เชื่อว่า “ผมสามารถช่วยแม่ได้” คือ ความเชื่อแรกที่นำไปสู่การมองหาโอกาสในการช่วยแม่...โดยผมจินตนาการว่า ทุก ๆ สิ้นเดือนผมต้องมีเงินให้แม่อย่างน้อยเดือนละสองพัน ถึง สามพันบาท...ซึ่งในตอนนี้ ผมคิดว่ามาเป็นเงินที่โคตรเยอะเลย..สำหรับผม

          ผมทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร ที่ภัตตาคารอยู่หลายเดือนเหมือนกัน....อยู่มาวันหนึ่งผมก็ไปปิ๊ง (แบบว่าแอบชอบ) สาวคนหนึ่ง...เพื่อเป็นการรักษาจรรยาบรรณ ผมไม่สามารถบอกชื่อหญิงสาวท่านนี้ได้...สมมุติว่าเธอคนนี้ มีชื่อเล่นว่า “นางสาว จ.” ล่ะกันครับ...แต่ “นางสาว จ.” เนี่ย เธอน่าจะอายุมากกว่าพออยู่หลายปีเลยทีเดียว...

          การที่เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ สิบห้าปี เกิดปิ๊งสาว ....คำถามแรกที่พุ่งแปร๊บ ๆ ๆ ๆ ๆ ขึ้นมาในหัวของผมก็คือ... “เฮ้ย! ตัวกรูมีความรู้แค่ชั้นประถม (ประถมปีที่เจ็ด) เอง แล้วเธอจะสนใจเราเหรอว่ะ” ...


          เอาล่ะซิ....ทำไงดีหว่า....ผมคิดแบบไม่ต้องไตร่ตรองเลย... เพื่อเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้...ที่จะทำให้เขามาสนใจเราได้...การเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้...ของผม ก็คือ “ต้องเรียนให้สูงกว่าประถมดีว่ะ เขาจะได้มาสนใจเรา”

          ใช่ครับ....ความเป็นไปได้ของโอกาสจะเพิ่มขึ้นทันที หากเราเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรา...


          พอดิดได้แบบนี้ ...จะช้าอยู่ใย...ผมก็ลาออกจากการเป็นพนักงานเสิร์ฟ เพื่อไปเรียนต่อในระดับมัธยม โดยกลยุทธ์ของผมก็คือ ไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ในตอนหัวค่ำ และตอนกลางวันก็ยังคงทำงานเป็นพนักงานในคาเฟ่ดังแห่งหนึ่งในย่านประตูน้ำ (ปัจจุบันน่าจะปิดกิจการไปแล้ว)...


          แต่สำหรับความรักแบบใสๆ ของผมครั้งแรกในชีวิตของผม น่ะหรือ...ก็อกหักซิครับ... เพราะ “นางสาว จ.” เขามองผมเป็นน้องชาย...แต่ผมดันไปแอบปิ๊งเขาเอง....นึกแล้วยังเจ็บจิ๊ด ๆ


          แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป...เรื่องนี้ ก็กลายเป็นเพียงประสบการณ์อันมีค่าอีกประสบการณ์ในชีวิตของผม...และผมต้องขอบคุณเธอ...ที่เป็นแรงบันดาลใจ...ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตผม...หากไม่มี “นางสาว จ.” ในวันนั้นก็คงอาจจะไม่มี พันเอก ด๊อกเตอร์ อรรรถสิทธิ์ หัสถีธรรม หรือ ดร.หนุ่ย หรือ Strategic Man ในวันนี้

          ถึงแม้ผมจะอกหัก...(ไม่ยักกะตาย) แต่ผมก็สามารถยกระดับการศึกษาของผม จากระดับประถม ไปสู่ ระดับมัธยมต้น

          แต่สันดานดิบของผม ก็คือ ผมมันเป็นพวกมนุษย์ที่ชอบตั้งคำถาม คำถามที่ผมถามตัวเองหลังจากที่จบการศึกษาในระดับมัธยมต้น ก็คือ “กรูจะเป็นพนักงานเสิร์ฟไปตลอดชีวิตหรือไงว่ะ”


          แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคชะตามันจะพาไปหรือเปล่า ก็มิอาจจะทราบได้ ...เผอิญผมไปเห็นโฆษณาของสถาบันแห่งหนึ่งแถวประตูน้ำ (ใกล้ ๆ กับคาเฟ่ชื่อดังที่ผมเป็นพนักงานอยู่)...สถาบันหรือโรงเรียนแห่งนี้ เป็นโรงเรียนสอนบาร์เทนเดอร์ หรือ นักผสมเหล้า นั่นเอง


          หลังเห็นโฆษณาที่บอกถึงข้อดีมากมาย ของการเป็นบาร์เทนเดอร์ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ การหางานให้ ความก้าวหน้าในชีวิต....แล้วจะรอช้าอยู่ทำไมล่ะครับ...ก็ไปสมัครเรียนเลย....(เรียนแบบผ่อนส่งได้อีกด้วย)


          ผมใช้เวลาประมาณสองเดือน ก็จบหลักสูตร...ทางโรงเรียนก็ส่งผมไปทำงานที่โรงแรมริเวอร์แคว จังหวัดกาญจนบุรี ผมเพลิดเพลินเจริญใจกับ ความสวยงามของธรรมชาติริมแม่น้ำแควน้อย...ได้มีโอกาสฝึกภาษาอังกฤษกับแขกของโรงแรมที่เป็นชาวต่างประเทศ จากที่ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง


          แต่ Moment สำคัญในชีวิตมันก็เกิดขึ้นกับผมอีกจนได้....

          วันนั้นผมได้มีโอกาสคุยกับลูกค้าของโรงแรมท่านหนึ่ง ที่แวะมาทานอาหารที่ร้านอาหารของโรงแรม ท่านมาพร้อมกับรถจิ๊บทหาร และคนขับรถของท่าน...แขกท่านนี้เป็นนายทหารบก ที่โคตรเท่ห์เลย ในสายตาผม ....


          ด้วยความโคตรเท่ห์ ของท่าน...ผมก็เกิดความอยากขึ้นมา... “กรูอยากเท่ห์แบบนี้บ้างโว้ย”

          ไอ้เจ้าคำถาม “กรูอย่างเท่ห์แบบนี้บ้างโว้ย” มันก็ทำให้ผมต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมอีกครับ

          ด้วยความอยากเป็นทหาร ผมก็เริ่มถามตัวเอง “ทำไงดีว่ะ”

          ทางเลือกแรก ที่เกิดขึ้นในหัวสมองของผม ก็คือ “มัธยมต้น มันไม่พอแล้วว่ะ”

          ผมตัดสินใจลาออกจากการเป็นบาร์เทนเดอร์ แล้วเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนต่อ...

          แต่คนพันธุ์ติดลบอย่างผม...แน่นอนไม่มีปัญญาที่จะเรียนในโรงเรียน หรือ สถาบันตามปกติได้...

          เพราะนอกจากต้องส่งเงินให้แม่แล้ว ยังต้องหาเงินส่งตัวเองเรียนอีกด้วย


          ทางออกของผม ก็คือ กลางวันทำงานเป็นพนักงานโรงงาน กลางคืนเรียนภาคค่ำ...

          โรงงานที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นพนักงาน ก็คือ โรงงานสยามยามาฮ่า ซึ่งเป็นโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ ตัวโรงงานตั้งอยู่ถนนบางนาตราด จังหวัดสมุทรปราการ

          ตอนแรกมาไปสมัครเรียนภาคค่ำโรงเรียนพาณิชย์การแห่งหนึ่ง แถว ๆ บางจาก กรุงเทพมหานคร

          อีกแล้ว ๆ ๆ ๆ ๆ ครับ มีอยู่วันหนึ่งหลังจากผมเลิกเรียน ซึ่งก็เป็นเวลาประมาณเกือบสามทุ่ม ผมก็ต้องนั่งรถเมล์กลับบ้าน...ระหว่างรอรถเมล์สายตาก็เริ่มไปเห็น ชายคนหนึ่ง แต่งกายแบบนักเรียนทหาร...คือ แบบว่า โคตระเท่ห์เลย...มันใช่เลย ๆ ๆ ๆ โว้ยเฮ้ย


          ผมไม่พูดพล่ามทำเพลง ผมเดินเข้าไปหาผู้ชายคนนั้นทันที และผมก็ยิงคำถามใส่พี่เขาเลย

          “พี่ ๆ พี่เรียนอะไรครับ...เท่ห์จังเลยครับพี่”

          พี่เขาก็ทำหน้างง ๆ เล็กน้อย แล้วยิ้ม ต่อจากนั้น เขาก็ตอบผมว่า “พี่เรียนนักเรียนนายสิบอ่ะน้อง”

          ผมถามต่อ “ทำไง ถึงจะได้เรียนแบบพี่ครับ”


          พี่เขาก็ตอบผมแบบยาวเลย แต่สรุปได้สั้น ๆ ว่าเขาจบ ม.6 แล้วไปสมัครเป็นพลทหาร ต่อจากนั้นก็มีสิทธิ์ไปสอบ และเรียนนักเรียนนายสิบ

          หลังจากฟังพี่เขาจบ...ผมก็นั่งรถเมล์กลับบ้าน...แต่ในใจผม บอกกับตนเองแบบฟันธงเลย

          “นักเรียนนายสิบ เนี่ยแหละว่ะ คือ โอกาสในการยกระดับอาชีพ และอนาคตของเรา”

          เย็นวันต่อไป ผมมาที่โรงเรียนพาณิชย์ และเขาไปพบอาจารย์ธุรกิจ แล้วบอกกับอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ ผมขอลาออกครับ ผมจะไปสมัครเรียน ม. 6” ครับ...

          อาจารย์แกทำหน้างง แล้วถามผมว่า...

          “อรรถสิทธิ์ เธอแน่ใจรึ”

          ผมตอบแบบฟันธง...

          “แน่ใจครับ อาจารย์”

          นับจากนั้นผมก็ใช้เวลา 1 ปีเต็มในการศึกษาแบบผู้ใหญ่เพื่อสอบเทียบให้ได้ ม.6 และใช้วุฒิ ม.6 ในการสมัครเป็นพลทหาร (แบบไม่ต้องเกณฑ์) เป็นเวลา 1 ปี เพื่อสร้างโอกาสให้กับตนเองให้การเข้าสอบเป็นนักเรียนนายสิบ...ที่ไม่ต้องเสียค่าจ่ายใช้ในการเรียน เมื่อจบแล้ว ได้เป็นทหารของชาติ มีเงินเดือนเลี้ยงแม่ เลี้ยงน้อง อีกด้วย

          เป็นเวลาหนี่งปีเต็ม ๆ ในการใช้ชีวิตในการเป็นพลทหาร....

          และการเป็นพลทหาร คือ จุดเริ่มต้นของการเป็นอาชีพทหารของผม


          ผมถูกส่งไปประจำการที่ กรมทหารราบที่ 19 กองพลทหารราบที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี (จังหวัดเดียวกันกับที่ผมใช้เวลาเป็นบาร์เทนเดอร์ ที่โรงแรมริเวอร์แคว) ผมได้อะไรมากมายจากการเป็นพลทหาร ไม่ว่าจะเป็นการมีระเบียบวินัย การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่ชีวิตพลเรือนก่อนหน้านี้ ไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัส

          และที่สำคัญยิ่ง...การเป็นพลทหาร เปิดโอกาสในการศึกษาให้กับผม...นั่นคือ หลังจากผมเป็นพลทหารครบ 1 ปี ...ทางกองทัพบก ก็เปิดให้พลทหารสอบ เพื่อคัดเลือกเข้ามาศึกษาต่อ ในหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งกรมที่ผมประจำการอยู่ ได้โควตานักเรียนนายสิบจำนวน 2 นาย

          และโชคก็เข้าข้างผม ผมสามารถสอบติด 1 ใน 2 แล้วได้รับโอกาสเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนนายสิบเหล่าทหารสื่อสาร

          โอ้แม่เจ้า....แม่ผมนี้ ดีใจจนน้ำตาไหลเลย...ที่ลูกชายสามารถเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารได้

          ผมลืมบอกทุกท่านไว้ว่า ในวัยเด็ก ผมเคยฝันอยากเป็นนักเรียนนายร้อย จปร. เนื่องจากตอนเด็ก ๆ พ่อผมเคยพานั่งรถเมล์ผ่านโรงเรียนนายร้อย จปร. บริเวณ สะพานมัฆวาน ถนนราชดำเนิน และผมเผอิญเห็นภาพนักเรียนนายร้อยเดินแถว...และผมรู้สึกว่า “โคตรเท่ห์เลยว่ะ” กอปรกับในสมัยที่ผมยังเด็ก ใครสามารถเข้าไปเรียนในโรงเรียนนายร้อยมันคือสุดยอดเลย กับค่านิยมของสังคมในสมัยนั้น


          หลังจากที่ผมได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนนายสิบทหารบกเหล่าทหารสื่อสารแล้ว...ความฝันในการเป็นนายร้อย จปร. ได้ผุดขึ้นมาในหัวสมองของผมอีก เนื่องจากว่า กองทัพบกจะมีโควค้าให้กับนักเรียนนายสิบไปเรียนต่อในโรงเรียนนายร้อย จปร. ได้ โดยจะมีโควตาให้ 1 คน ต่อนักเรียนนายสิบ 100 คน


          โดยนักเรียนนายสิบเหล่าสื่อสารมีทั้งหมด 150 คน ดังนั้นจึงได้โควตาไปเรียนโรงเรียนนายร้อย จปร. 2 คน แต่ไม่มีรู้ว่าเป็นโชคร้ายหรืออย่างไร ในช่วงที่กำลังศึกษาในหลักสูตรนักเรียนนายสิบเหล่าสื่อสารอยู่นั้น มีเพื่อนนักเรียนนายสิบที่เรียนอยู่ด้วยกัน เกิดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ดังนั้นจึงทำให้จาก 150 คน กลายเป็น 149 คน ดังนั้นกองทัพบกจึงให้โควตากับนักเรียนนายสิบเหล่าสื่อสารเพียง 1 คน จากเดิม 2 คน


          นั่นหมายความว่า คนที่สอบได้อันดับหนึ่งเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ไปโรงเรียนนายร้อย จปร.

          คราวนี้ ก็นรกซิครับ....แต่ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้ว ผมสู้สุดใจขาดดิ้น...ในที่สุดผมก็สอบได้อันดับหนึ่ง และได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อย จปร.

          ในที่สุด ภาพฝันในวัยเด็กที่จะเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยก็เป็นจริง จากวันนั้น คือ ในปี พ.ศ.2530 จนถึง ปี พ.ศ.2555 ผมใช้ชีวิตรับราชการทหาร จากยศ ร้อยตรี จนถึง พันเอก

          การเปลี่ยนแปลงในการที่จะเป็นอะไรสักอย่างในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง เป็นไปได้ที่ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะถูกขับเคลื่อนด้วยค่านิยมของสังคม หรือ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในตนเอง ซึ่งเป็นความต้องการจริงของคน ๆ นั้น หรือ Passion ของคน ๆ นั้น


          การเปลี่ยนแปลงของผม ตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึง ครั้งที่ 6 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความจำเป็นในชีวิต และจากความฝัน ความอยากความต้องการ ที่ถูกขับเคลื่อนโดยค่านิยมของสังคม ที่ผมถูกปลูกฝัง หรือรับรู้มาในวัยเด็ก


          เมื่อมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต เมื่อเราเข้าถึงตัวตนที่แท้จริง หรือค้นพบตัวตนที่แท้จริง...เราจะรู้ว่าความต้องการที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร


          เมื่อผ่านมาเกือบครึ่งชีวิต ตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเป็นคนรักอิสระ ชอบคิด ชอบสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ มันเริ่มปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น...ทำให้ผมตระหนักถึงความจริงที่ว่า ผมเป็นคนที่ไม่เหมาะกับการเป็นทหารเลย...

          ดังนั้น...ผมจึงตัดสินใจลาออกจากกองทัพบก มาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์การมหาชน ถึงสองแห่ง แห่งแรกก็คือ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ


          แต่เมื่อทำไปได้ประมาณสามปี...ผมยังคงรู้สึกว่า องค์การมหาชน ยังคงไม่ใช่การทำงานในแบบที่ผมต้องการ

          เอาล่ะ! .....สิ่งที่ตามมา ก็คือ การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่...ที่สุดในชีวิต นั่นคือ การละทิ้งทุกอย่าง ตำแหน่งหน้าที่การงาน เงินเดือนหลักแสน มาสู่การเป็น

          ผู้ประกอบการทางด้าน Digital Technology

          ผมมั่นใจ แบบฟันธง ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งที่แปดนี้ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายของผม

          เพราะอะไรน่ะหรือครับ....เพราะการเป็นผู้ประกอบการมันคือ ตัวตนที่แท้จริงของผม

          มันอิสระ มันท้าทาย มันสามารถคิด และทำในสิ่งที่เราคิด...แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่าง ๆ ในการทำธุรกิจ ซึ่งผมต้องประสบพบเจอ

          แต่ในทุก ๆ วัน ของการเป็นผู้ประกอบการ มันสนุก มากกว่า ทุกข์...เพราะมันได้ทำตาม Passion ของเราอย่างแท้จริง

          นั่นคือ เส้นทางชีวิตของผม ที่เริ่มต้นเส้นทาง จากการเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร จนก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่สามารถสร้างรายได้ 15 ล้านแรก....(แต่ผมไม่ได้หยุดอยู่แค่ 15 ล้านนะครับ)....

          แต่สาระสำคัญของสิ่งที่ผมได้รับ คือ ประสบการณ์ที่มีมูลค่าประเมินมิได้ในเรื่องการสร้างโอกาสครับ ซึ่งผมจะขอสรุปเป็นตอน ๆ ผมมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่า มันต้องมีประโยชน์ต่อท่านอย่างแน่นอน



          นั่นคือเรื่องราวประสบการณ์ในชีวิตของผม ที่ผมจะนำมาถ่ายทอดแบบโดยตรง และ ทางอ้อม ผ่านเว็บไซด์ Richhap.com ของผม

พันเอก ดร. อรรถสิทธิ์ หัสถีธรรม (ดร.หนุ่ย)

มือถือ 087-2996524

อีเมล์ : hastheetham@yahoo.com

Social Media:

Facebook: https://www.facebook.com/strategicman

Youtube: https://www.youtube.com/c/StrategicMan

TikTok: https://www.tiktok.com/@strategicman

Line @: @strategicman